รู้ให้ลึกกับ VAR ในฟุตบอลโลก

 

โลกของเทคโนโลยีรุกคืบเข้ามามีบทบาทกับทุกวงการ ในวงการฟุตบอลก็เช่นกัน ล่าสุดกับ ฟุตบอลโลก 2018 ที่ได้รับการพูดถึงว่า เป็นฟุตบอลโลกที่มาพร้อมกับการอัพเดตเทคโนโลยีมากที่สุด

‘ฟุตบอล’ เป็นอุตสาหกรรมกีฬาที่มีมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ จากความนิยมของผู้คนกว่าพันล้านคนทั่วโลก จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จะมีการนำเอาเทคโนโลยีมากมายมาใช้งาน เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับวงการฟุตบอลในทุกแง่มุม

ฟุตบอลโลกครั้งก่อนที่บราซิล มีการเปิดตัวเทคโนโลยี โกล์-ไลน์ เพื่อช่วยตัดสินว่า ลูกใดเป็นประตูหรือไม่เป็นประตู? โดยใช้เทคโนโลยีตรวจสอบว่า ลูกฟุตบอลข้ามเส้นแล้วหรือไม่? แต่ในฟุตบอลโลก 2018 ครั้งล่าสุดนี้ มีอะไรมากกว่านั้น ทั้งในแง่ผู้จัดการแข่งขัน และผู้ชมกับ 5 เทคโนโลยีเหล่านี้

 

VAR

เทคโนโลยีนี้ คงคุ้นหูคุ้นตาแฟนฟุตบอลอยู่แล้ว กับระบบวิดีโอช่วยตัดสินที่มาอยู่ในวงการฟุตบอลสักพักแล้ว พร้อมกับความพยายามประชาสัมพันธ์ถึงความสำเร็จจากตัวอย่างทั้งกีฬารักบี้, คริกเก็ต หรือเทนนิส โดยแนวคิดสำคัญของเทคโนโลยีที่มีชื่อว่า VAR นี้ คือ ”สถานการณ์เปลี่ยนรูปเกมได้”

 

สำหรับเงื่อนไขในการใช้ VAR มี 4 สถานการณ์ คือ

1.ประตู – ตรวจเรื่องสอบล้ำหน้า, ฟาล์วก่อนหรือไม่?

2.จุดโทษ – ฟาล์วจริง หรืออยู่นอกเขตโทษหรือไม่?

3.ใบแดง – ตรวจว่าเป็นการทำฟาล์วโดยตรงหรือไม่?

4.ความผิดพลาด – การแจกใบเหลือง, ใบแดงผิดคน?

แม้ที่ผ่านมา VAR จะได้รับเสียงตอบรับที่ไม่ดีในบางแง่มุม แต่ไม่ทำให้ ฟีฟ่า หวั่นไหว แล้วก็ตัดสินใจใช้งานในฟุตบอลโลก 2018 เลย ซึ่งระบบงานคือ มีหัวหน้าทีม VAR 1 คน, ผู้ช่วย VAR 3 คน ที่จะประจำอยู่ใน Video Operation Room (VOR) ณ International Broadcast Centre Moscow

 

โดยเจ้าหน้าที่ทั้งหมดจะติดต่อไปที่ผู้ตัดสินที่ 1 หลังจากได้ภาพจากกล้อง 33 ตัว และภาพที่จับจังหวะล้ำหน้าจากกล้องอีก 2 ตัวผ่านระบบวิทยุบนไฟเบอร์เน็ตเวิร์ต โดยในกลุ่มภาพนั้น จะมี 8 ภาพ เป็นซูเปอร์สโลโมชั่น และอีก 4 ภาพ เป็นอัลตร้า สโลโมชั่น ซึ่งในรอบน็อคเอาต์ ก็จะเพิ่มภาพอัลตร้า สโลโมชั่น อีก 2 ตัว แน่นอน ทั้งหมดนี้ เป็นภาพช้าที่มีความเร็วในการสโลโมชั่นต่างกัน เพื่อความรวดเร็ว หรือความมั่นใจในการตัดสินระหว่างแข่งขัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *