ฟุตบอลคือชีวิต

 

ฟุตบอลต่างประเทศ ในบ้านเรา มันเป็นเหมือน สิ่งที่เชิดหน้าชูตาวัยรุ่นผู้ชาย ในยุคสมัยหนึ่ง เด็กมัธยม เด็กมหา’ลัย เดินขึ้นรถเมล์ ต้องมีซอคเกอร์ กรอบบ่าย เหน็บหรือพกไว้เล่มบนสุด จนเกือบกลายเป็นวัฒนธรรม มันไม่ได้บ่งบอกว่า ใครนิสัยเป็นอย่างไร หรือใครชอบฟุตบอลแค่ไหน แต่มันบอกได้ว่า เด็กคนนั้นโตมากับอะไร ถ้าเราทำให้เด็กรุ่นใหม่ โตมากับฟุตบอลไทย ได้เหมือนที่คนยุคหนึ่ง โตมากับ ปิยะพงษ์ ประทีบ ประดับพันธ์ วรวรรณ มาดาด นิวัฒน์ และคนอื่นๆ วันนั้น วัยรุ่นไทย คงไม่ต้องเหน็บหนังสือฟุตบอลต่างประเทศ หรือเอาไว้เล่มบนสุด เวลาอยู่บนรถประจำทาง และจะเต็มใจซื้อตั๋วเพื่อเข้าไปดู ฮีโร่ ของเขา โดยไม่ต้องอาย เวลาบอกเพื่อนว่า จะไปดู สุรีย์ เกียรติประวุฒิ ลีซอ แทนที่จะเฝ้ารอชม เมสซี คริสเตียโน โรนัลโด้ หน้าจอตู้ …ต้องปลูกฝังที่เด็ก ไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่เข้าไปดูฟุตบอลนอก ตั๋วกี่พันก็ซื้อ แต่ฟุตบอลไทย ไม่กี่สิบ กี่ร้อย บอกว่าแพง หรืออ้าปากของฟรีมันก็เป็นจริงอย่างที่เขาว่านั้นล่ะครับ หากเป็นทีมฟุตบอลไทยเองถ้าผ่านเข้าสู่รอบสองแล้วได้ไปเตะที่ฮานอย ไม่แน่ใจว่าจะมีกองเชียร์ไทยลงทุนบินตามไปเชียร์เป็นหลักพันคนเหมือนเวียดนามหรือเปล่า เอาแค่หลักร้อยผมก็ว่ายากลำบากเต็มทน

ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้คนเวียดนามหายใจเข้าใจออกเป็นฟุตบอลจริงๆ เคยไปเวียดนามอยู่ 1-2 ครั้งชาวเวียดนามมักจะมาเสนาเรื่องฟุตบอลตลอด ครั้งแรกนานมาแล้วพวกเขากำลังบ้า “เกียรติสุก” เพราะตอนนั้น “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ไปเล่นอาชีพอยู่ที่นู้นและโด่งดังมากๆประหนึ่งว่า เดวิด เบ็คแฮม อยู่ที่อังกฤษนั่นเลย แต่ล่าสุดคนเวียดนามกำลังคลั่งไคล้ “ทองหลาว” หรือ ดัสกร ทองเหลา เพราะกำลังเล่นอาชีพอยู่ที่เวียดนาม ว่ากันว่าฟุตบอลของเวียดนามกำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ตรงนี้ถือว่าอันตรายสำหรับทีมชาติไทยทีเดียว ก่อนหน้านี้เวียดนามมักแพ้ไทยอยู่ประจำเลยมักจะกลัวทีมไทยเสมอ แต่วันนี้ทีมเอเชี่ยนคัพของเขาผ่านเข้าสู่รอบ 2 ส่วนทีมปรีโอลิมปิกผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายโซนเอเชีย ขณะที่ทีมชาติไทยล้มเหลวในทั้งสองรายการ

ถึงตรงนี้ไม่แน่ใจแล้วล่ะว่าฟุตบอลเวียดนามจะเกรงกลัวไทยอีกหรือเปล่า สิ่งหนึ่งที่วงการฟุตบอลเวียดนามพัฒนาอย่างรวดเร็วเป็นเพราะคำว่า “ฟุตบอลคือชีวิต” นี่แหล่ะครับ คนเวียดนามให้การสนับสนุนวงการฟุตบอลของตัวเองเต็มที่ พวกเขาไม่ได้เข้าไปดูทีมฟุตบอลแค่ทีมชาติ แต่กับระดับสโมสรก็มีคนดูเต็มสนามจน “วีลีก” พัฒนาก้าวแบบพรวดๆ ยิ่งเมื่อทีมชาติประสบความสำเร็จแบบนี้แล้วรับประกันได้เลยว่าฟุตบอลเวียดนามจะบูมขึ้นอีกหลายเท่าตัว

คนเวียดนามอาจจะไม่มีสิ่งเอนเตอร์เทรน์เมนต์เยอะเยอะเหมือนคนไทย แต่ว่า ฟุตบอล นี่แหล่ะคือสิ่งที่ให้ความสุขแก่พวกเขา เช่นเดียวกับอิรัก  แม้ว่าสภาพบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟจากเพลิงสงคราม แต่ช่วงเวลาที่ทีมอิรักลงเตะทุกคนหยุดกิจกรรมทุกอย่างแล้วนั่งหน้าจอโทรทัศน์ส่งแรงเชียร์ทีมอิรักลงเตะ                             พอบอลชนะทุกคนออกมาเฉลิมฉลองความสุขกันเต็มที่ เพราะฟุตบอลคือสิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขามีความสุขได้ในตอนนี้

คนไทยเราเองก็เคยมีความสุขจากเกมฟุตบอลอยู่บ่อยครั้งแต่ว่ายังไม่บ่อยเกิน ทั้งที่ทุกคนก็คาดหวังว่าฟุตบอลไทยน่าจะให้ความสุขต่อคนไทยมากกว่านี้ อย่าหาว่าโทษนู้นโทษนี่เลย สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ..ถ้าเรายังทำให้คนไทย “บ้าบอลไทย” มากกว่าบอลนอกไม่ได้ เราก็คงหาความสุขจากฟุตบอลไทยได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวต่อไปเหมือนเดิมอีกนั่นล่ะ

Related Post

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *